2007/Jul/22

Warning!! This is Boy's Love story Please leave if you feel uncomfortable.

[Fiction]:::::.....Timeless.....:::::
[Super Junior Feat.] xxx
[Chapter] VI

[Rate] -
[BGM]An Ordinary Day - GOD






Chapter 6




:: Prince KyuHyun ::






 

ร่างเล็กซุกใบหน้าลงสะอื้นกับหัวเข่าเป็นเวลานาน จนบัดนี้รัตติกาลได้อย่างกรายเข้ามาครอบคลุมจนเหลือเพียงแสงสีเหลืองนวลริบหรี่จากโคมไฟระย้าลายหรูหราพอให้เห็นรางๆ เท่านั้น ดวงตากลมโตแดงก่ำยังคงหลั่งน้ำตาพราวออกมาแทนความอัดอั้นตันใจไม่ได้หยุด จนกระทั่ง..




แกร๊ก



เสียงที่ดังขึ้นจากประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของห้องนอน ทำให้คนที่ร้องไห้อยู่เมื่อครู่สะดุ้งตัวขึ้น เหลียวมองที่ต้นเสียงนั้นด้วยหัวใจที่ยังไม่คลายความสั่น มือเล็กกำชายเสื้อสีหวานของตัวเองแน่นตามความรู้สึก.. ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดไว้เลยนะ..




"ซองมิน.." แม้จะเป็นเสียงเรียกเบาๆ ที่คนฟังได้ยินไม่ถนัดนัก แต่เมื่อได้เห็นร่างที่โผล่พ้นบานประตูเข้ามา ก็ทำให้เจ้าของชื่อลอบถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก หลอดไฟนีออนสีขาวถูกเปิดให้สว่างขึ้นแทนที่แสงสลัวๆ เมื่อครู่จากคนที่มาเยือนใหม่





แสงสีขาวสว่างฉาบไปทั่วห้อง ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิมมาก ร่างบางที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องหันมองร่างของเพื่อนใหม่ที่นั่งกองอยู่บนพื้นพรมพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อจะถามไถ่ดู แต่แล้วเมื่อได้มองเห็นหยดน้ำพราวที่อาบอยู่บนใบหน้าหวานแล้วยังขอบตาที่บวมแดงจนเกือบจะช้ำนั่น ตาสวยก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ





"ซองมิน! ร้องไห้ทำไม!? ใครทำอะไร?" ร่างบางถามออกมาอย่างร้อนรน แต่สิ่งที่ตอบกลับมา กลับเป็นหยดน้ำใสๆ ที่รื้นอยู่ที่ขอบตาและทำท่าจะไหลลงมาอีกรอบของคนตรงหน้าเท่านั้น ทงเฮจึงไม่คิดจะซักอะไรต่อ ตัดสินใจกอดร่างของซองมินเอาไว้หลวมๆ ...ฝ่ามือบางลูบแผ่นหลังนั้นเบาๆ เพื่อปลอบประโลม รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่บริเวณหัวไหล่ ริมฝีปากบางพึมพำคำปลอบโยนเบาๆ ให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ขณะที่ภายในหัวสมองก็พยายามเรียงลำดับความคิด ถึงสาเหตุของเรื่อง..

 






..ร้องไห้หนักขนาดนี้ ต้นเหตุของเรื่องคงเป็นใครไปไม่ได้.. นอกจาก..

 





ร่างบางถอนหายใจเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย แม้จะไม่รู้ว่าเจ้าชายขี้โมโหคนนั้นมาทำอะไรให้ซองมินต้องเจ็บช้ำน้ำใจถึงขนาดต้องปล่อยโฮออกมาอย่างหนักแบบนี้ แต่ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ บางที อาจจะเป็นคำพูดเหน็บแนมหรือเสียดสีแรงๆ มากระทบจิตใจของร่างเล็กที่กำลังอ่อนแออยู่แล้วให้ยิ่งเจ็บช้ำมากขึ้นไปอีกก็ได้ ..ก็ตอนที่พาซองมินมาอยู่ที่นี่ เจ้าชายคยูฮยอนก็แสดงท่าทางไม่พอใจออกมาซะขนาดนั้น ไม่บอกก็รู้ว่าเขาคงไม่ชอบใจซองมินเอามากๆ เป็นแน่ ..ในใจก็นึกเคืองคยูฮยอนอยู่ไม่น้อย เรื่องแค่นี้ ก็ไม่เห็นถึงกับต้องมาทำร้ายจิตใจกันถึงขนาดนี้เลยนี่นา..






แต่ยังไงก็ตาม ทงเฮก็เลือกที่จะพับความโกรธเคืองและความสงสัยต่างๆ ลงเก็บไว้ในใจ ซักไซ้ไล่เลียงไปก็มีแต่จะทำให้เพื่อนตัวเล็กรู้สึกลำบากใจเปล่าๆ ที่ทำได้ ก็คงต้องหาทางทำให้ซองมินรู้สึกดีขึ้นจะดีกว่า

 

 




..เสียงสะอื้นของซองมินเบาลงมากแล้ว ร่างบางตัดสินใจคลายอ้อมกอดออก ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างร่าเริง นัยน์แววตาเปล่งประกายวิบวับ




"ไปอาบน้ำกันดีกว่านะ เดี๋ยวลงไปทานข้าวเย็นกัน" โดยไม่ฟังคำตอบ มือเรียวก็คว้าข้อมือเล็กของอีก ฉุดให้ลุกขึ้นตามทันที แม้จะเป็นเพียงแรงอันน้อยนิดไม่ได้ต่างไปจากคนที่โดนลากอยู่ แต่ร่างเล็กก็ยอมเดินตามคนหน้าสวยนั้นไปอย่างว่าง่าย





ในอ่างอาบน้ำทรงกลมขนาดใหญ่ที่ทำจากเนื้อไม้ชั้นดี ...ร่างของคนน่ารักสองคนจมอยู่ใต้ฟองสบู่สีขาวเนื้อนุ่มดุจปุยเมฆที่ลอยอัดแน่นเหนือผิวน้ำอุ่นๆ ..มีเพียงใบหน้าและไหล่บางขาวเนียนที่โผล่พ้นฟองสบู่ขาวๆ ขึ้นมาเท่านั้น..ไอความร้อนบางเบาอบอวลอยู่รอบๆ ลอยขึ้นเกาะกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่กับฝาผนังจนเกิดเป็นฝ้าขาวบางๆ.. ร่างของทั้งสองนั่งอยู่คนละฟากฝั่ง ด้วยกริยาและสีหน้าที่แตกต่างกันจนแทบไม่ต้องเปรียบเทียบเลยทีเดียว





"วันนี้จะมีอะไรกินบ้างน้า ซองมินอยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?" เดี๋ยวฉันบอกคุณแม่บ้านให้ได้นะ ร่างบางเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเจ้าของคำพูดอยู่ในอารมณ์ที่สดใสไม่น้อย หากแต่สายตายังคงจับจ้องตามฟองสบู่ลูกใหญ่ที่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุด มันก็ถูกแรงดันบีบให้แตกกระจายเป็นละอองเล็กๆ อยู่กลางอากาศนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า นัยน์ตาสีนิลเป็นประกายวาววับราวกับเด็กๆ เมื่อได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่..






ส่วนเจ้าของร่างเล็กกลับนั่งเงียบกริบ สายตาทอดมองเพื่อนหน้าสวยที่อยู่ตรงกันข้ามผ่านไอสีขาวจางๆ ที่อบอวลอยู่รอบๆ ..เรียวปากเล็กไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำตอบให้กับอีกคน แต่กลับวาดรอยยิ้มบางเบาขึ้นแทนที่... เพราะ ทุกการกระทำและทุกคำพูดของร่างบางนั้น เต็มไปด้วยความหวังดีอย่างจริงใจ.. ทำให้ซองมินรู้สึกอบอุ่นและสบายใจขึ้นมากเลยทีเดียว





..ถ้าหากว่าวันนั้นไม่ได้ทงเฮช่วยไว้ ..ป่านนี้.. ชีวิตคงมีอันต้องแหลกสลายลงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว.. คงต้องทนอยู่กับความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสที่ไม่อาจเลี่ยงได้เลย.. เพราะจิตใจที่แสนอ่อนโยนของคนตรงหน้านี้แท้ๆ ที่ทำให้ซองมินหลุดพ้นจากสิ่งเลวร้ายพวกนั้นมาได้.. อย่างน้อยในชีวิตนี้ก็ยังมีคนที่รู้สึกเห็นใจและมีความหวังดีกับเขาอยู่บ้างแม้จะมีเพียงแค่คนเดียวก็ตาม แค่นี้ก็ถือเป็นเรื่องดีมากมายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เผชิญมาก่อนหน้านี้...





...ทั้งๆ ที่ทงเฮทั้งน่ารัก ใจดี และบุคลิกภายนอกเป็นคนที่ดูมีความสุข สดใสร่าเริงอยู่ตลอดเวลาแท้ๆ ..แต่ซองมิน กลับสัมผัสได้ถึงความเศร้า..




...ทำไมในดวงตาสวยสีนิลที่กำลังเปล่งประกายคู่นั้นถึงเต็มไปด้วยความเศร้าหมองและดูว้าเหว่มากมายเหลือเกิน..




...




.......




.................





"นี่ซองมิน.." ทงเฮเรียกขึ้นเบาๆ คราวนี้สายตาซุกซนละออกจากฟองสบู่ แล้วหันไปจับจ้องไอน้ำที่เกาะอยู่บนกระจกบานใหญ่แทน พร้อมกับปลายนิ้วเรียวที่จิ้มลงขีดเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยบนละอองน้ำนั้น ไม่ได้หันมองเจ้าของชื่อที่นั่งสงบเงียบอยู่ตรงข้ามกันเลยแม้แต่น้อย สักพักทงเฮก็ตัดสินใจพูดขึ้นโดยถือเอาความเงียบของอีกฝ่ายเป็นการตอบรับ




"คยูฮยอนน่ะ ก็ชอบทำสีหน้าท่าทางให้ตัวเองดูน่ากลัวไปอย่างนั้นเองแหละ จนบางครั้งก็ดูเหมือนกับเขาใจร้าย ..แต่ฉันว่านะ.. เขาคงไม่ได้อยากแสดงออกแบบนี้หรอก"





แค่คำแรกที่ร่างบางเอ่ยถึงชื่อที่อีกฝ่ายไม่อยากได้ยินที่สุดออกมา ก็ทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวาบขึ้นแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแทบจะทันที





..แต่ถึงจะถูกคนๆนั้นทำร้ายให้เจ็บใจมากสักเพียงใด ..พอได้ฟังประโยคเมื่อครู่นี้แล้ว.. ในส่วนลึกของความรู้สึก.. ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า.. อยากจะรับรู้ถึงเรื่องที่เจ้าของเสียงใสกำลังบอกเล่านี้มากขึ้นอีกนิดแล้ว.. แต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ..





"..ไม่รู้สิ.. ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก เขาเป็นคนแปลกๆ ..เข้าใจยาก... แต่ซองมินก็ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ คยูฮยอนไม่ค่อยพูดจาดีๆ กับใครซักเท่าไหร่หรอก ตอนที่ฉันเจอเขาครั้งแรก ก็อยากจะต่อยให้หน้าหงายเหมือนกันแหละ" พูดจบทงเฮก็หัวเราะคิกคักออกมาอย่างร่าเริง



...เพราะไม่อยากให้ซองมินรู้สึกไม่ดีตั้งแต่วันแรกเข้ามาอยู่ที่นี่..ในเมื่อตั้งใจไว้แล้ว ว่าจะทำให้ซองมินอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขที่สุด ร่างบางจึงพยายามทำให้เพื่อนร่างเล็กคลายความกลัวหรืออคติที่มีต่อคนเอาแต่ใจคนนั้นและดูเหมือนว่าซองมินจะเข้าใจถึงสิ่งที่ทงเฮพยายามจะสื่อออกมาเป็นอย่างดี เรียวปากสีสดวาดรอยยิ้มขึ้นตอบรับความหวังดีนั้นอย่างฝืนๆ

 




..ถ้ามันเป็นแค่คำพูดอย่างที่ทงเฮว่า.. ก็คงจะไม่รู้สึกแย่ถึงขนาดนี้เลย..

 




..คงเพราะเจ้าชายคยูฮยอนเป็นคนเข้าใจยากล่ะมั้ง.. ยากมาก.. จนไม่ว่าใครก็ตามก็ไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่คนๆ นี้กำลังคิดอยู่ได้เลยสักนิดเดียว..



........



.....................




"อ๊ะ! ตายแล้ว! ..ได้เวลาอาหารค่ำแล้วนี่นา รีบไปกันเถอะซองมิน เดี๋ยวจะโดนสับเละ" ทงเฮโพล่ง
ขึ้นมาหลังจากที่ล้างตัวจนสะอาดแล้ว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าขนหนูมาพันตัวไว้หลวมๆ แล้วพุ่งพรวดออกมาจากอ่างอาบน้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่รออีกคนเลย ร่างเล็กได้แต่หัวเราะเบาๆ ให้กับความกระตือรือร้นจนเกินเหตุของเพื่อนที่แสนดีคนนี้ แล้วก้าวตามออกมาจากอ่างอย่างระมัดระวังผิดกับคนหน้าสวยก่อนหน้านี้ลิบลับ



.........



......................





"ฉันยกให้ซองมินหมดเลยแล้วกันนะ ชุดพวกนี้ฉันก็ไม่ได้เลือกเองด้วยสิ.. คยูฮยอนนี่น้า อุตส่าห์บอกไปแล้วว่าไม่ชอบสีชมพูก็ยังจะซื้อมาอีก" ทงเฮบ่นอุบขณะกำลังรื้อกองเสื้อผ้านับสิบชุดที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ เมื่อวาน และดูเหมือนเจ้าตัวเองจะไม่ค่อยพอใจกับเสื้อสีหวานแหววที่มีอยู่กว่าครึ่งกองนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเจ้าชายคยูฮยอนเป็นคนเลือกเองกับมือทั้งนั้น ทั้งที่ตัวคนใส่เองปฏิเสธเสียงแข็ง แต่คนเอาแต่ใจก็คือคนเอาแต่ใจอยู่วันยันค่ำ แถมคยูฮยอนก็เป็นคนจ่ายเงินเองซะด้วย แล้วอย่างนี้จะไปคัดค้านอะไรได้




ยังดีที่มีอีกหลายชุดที่ทงเฮเป็นคนเลือกมาเอง และถ้าไม่ติดว่าชุดสีหวานที่เหลือนี้ดูเข้ากันกับกระต่ายน้อยตรงหน้า ก็อย่าหวังว่าเข้าจะยัดมันเข้าในตู้เสื้อผ้ารวมกับเสื้อผ้าชุดอื่นๆ เลย ดีไม่ดี จะให้คนที่จ่ายเงินซื้อมาเอาไปใส่เองให้รู้แล้วรู้รอดซะ ..แม้ว่าจะถูกเลี้ยงดูยิ่งกว่าไข่ในหินมาตั้งแต่เกิด แต่ใช่ว่าคนอย่างคุณหนูลีจะชอบอะไรที่เป็นสีชมพูหวานแหววซักหน่อย





..ถ้าจะให้พูดจริงๆ ตั้งแต่เกิดมา เขาก็แทบไม่เคยมีของใช้ส่วนตัวที่เป็นสีชมพูน่ารักๆ เลยสักชิ้น..




...สิ่งของสีหวานๆ เพียงอย่างเดียวที่ทงเฮเคยใช้ตั้งแต่จำความได้.. ก็คือ..




..ผ้ากันเปื้อนสีชมพูอ่อนที่เคยใส่ทำเค้กกับคิบอมเมื่อครบรอบวันเกิดปีที่แล้วเท่านั้น...





......





"ทงเฮ..เป็นอะไรไปเหรอ?" ซองมินเรียกชื่อร่างบางออกมาเป็นครั้งแรก พร้อมกับเอื้อมมือมาแตะไหล่บางนั้นไว้เบาๆ เพราะอยู่ๆ ทงเฮก็นิ่งเงียบไปเฉยๆ จนอีกคนรู้สึกแปลกใจ




คนที่ถูกสะกิดถอนสติออกจากความทรงจำเก่าๆ แล้วหันมายิ้มแย้มให้กับร่างเล็กเหมือนอย่างเคย ส่ายหน้าน้อยๆ เพื่อเป็นการบอกกลายๆ ว่าไม่มีอะไร ก่อนจะเอ่ยชวนซองมินลงไปทานอาหารเย็นด้วยกัน..





****************************************



ทงเฮเร่งฝีเท้าด้วยความรีบร้อนพร้อมกับจูงมือร่างเล็กให้เดินตามไปด้วย เพราะความกว้างใหญ่ของปราสาท ทำให้คนที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน สับสนทางไปห้องอาหารอยู่พอควร ส่วนคนที่เดินตามอยู่นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ทางกลับห้องยังแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ..แต่ในที่สุดแล้ว ความจำที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของร่างบางบวกกับเส้นทางที่เดินวกไปวนมาอยู่หลายรอบ ก็พาให้ทั้งสองคนมาถึงที่หมายจนได้ ..มาช้าขนาดนี้ มีหวังโดนบ่นยับแน่ๆ เลย..




"ทำไมมาช้านักล่ะ?.." เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งทักขึ้นมาขณะที่ร่างบางกำลังจะเข้าไปในห้องอาหาร คนที่ถูกเรียกเหลียวมองตามต้นเสียงพร้อมกับรอยยิ้ม รู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน.. คำพูดคล้ายกับการตำหนิทั้งที่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้มาเร็วไปกว่ากัน ทำให้ริมฝีปากบางยิ่งเผยรอยยิ้มกว้างขึ้นไปอีกด้วยความดีใจ




"คิบอมก็เพิ่งมาเหมือนกันเหรอ.." ดีจัง ฉันนึกว่าฉันทำให้คนอื่นต้องรอนานซะอีก ทงเฮทักทายตอบเสียงสดใส ซองมินเหลือบมองท่าทีของคนข้างๆ ที่ดูสนิทสนมกับเจ้าชายคิมถึงขนาดเรียกชื่อได้ พอจะคาดเดาได้ว่าทงเฮเองก็คงมีฐานะที่ไม่ได้ต้อยต่ำไปกว่าพวกเชื้อพระวงศ์มากมายเท่าไหร่เลย





.....




"อ้อ! คิบอม นี่ซองมิน.. เพื่อนที่ฉันเล่าให้ฟังไง น่ารักใช่มั้ยล่ะ" ร่างบางแนะนำซองมินให้คิบอมรู้จัก เนื่องจากเจ้าชายคิมเป็นมักจะออกไปทำหน้าที่ดูแลชาวเมืองแทนผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นกษัตริย์อยู่เสมอ จึงไม่แปลกที่ซองมินจะคุ้นเคยกับหน้าตาของเจ้าชายเป็นอย่างดี ..ร่างเล็กโค้งให้อีกฝ่ายอย่างเคารพ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่สูงศักดิ์ขนาดนี้ ทำให้คนที่ฐานะต่ำกว่ารู้สึกประหม่าและอึดอัดพอสมควร แต่รอยยิ้มที่อ่อนโยนของร่างโปร่งที่ส่งผ่านมา ก็ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย ..เพราะเจ้าชายคิบอมดูท่าทางใจดี.. ไม่เหมือนกับใครบางคน...





แล้วทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้? คิบอมชักรอยยิ้มกลับพลางเลื่อนสายตากลับมาที่ใบหน้าสวยแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย





พอดีหลงทางอยู่น่ะ ทงเฮตอบยิ้มๆ พลางเกาศีรษะเบาๆ แก้เขิน



แล้วผมนี่ ทำไมไม่เช็ดให้แห้งก่อน เดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดกันพอดี คิบอมมองไปที่ผมของร่างบางแล้วว่าขึ้น แล้วเอื้อมไปจับเส้นผมบางยาวที่เปียกชื้นอย่างเบามือ เพียงเท่านั้น ก็ทำให้เจ้าของเส้นผมสีเข้มถึงกับชะงัก ดวงตาสีนิลเผลอจ้องมองใบหน้าคมของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว..




..เหตุการณ์นี้...แลดูคุ้นมาก...เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนซักแห่ง..





ต่างกันเพียง เวลา.. สถานที่.. และความรู้สึก... เท่านั้นเอง..




........



.............




........................





"ทำอะไรกันอยู่น่ะ!?" จู่ๆ เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขัดขึ้นมา และครั้งนี้ก็เช่นกัน ถึงไม่ได้หันหน้าไปมองตรงๆ ทงเฮก็รู้แน่ว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใคร แถมยังสามารถจินตนาการใบหน้าตอนนี้ออกได้เลยด้วย




แต่กับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าต่างกัน เพียงแวบเดียวที่หันไปทางต้นเสียง ร่างเล็กก็ก้มหน้างุด จ้องมองพื้นพรมนิ่ง กำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ไม่เงยหน้าขึ้นสบตาใครทั้งสิ้น นี่ถ้าปิดหูได้คงทำไปนานแล้ว



.......



ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า.. ไม่อยากแม้แต่จะได้ยินเสียง..




........



"ท่านพี่มีปัญหาอะไรกับว่าที่คู่หมั้นของข้าอย่างนั้นเหรอ?"



ใบหน้าหวานที่ก้มต่ำอยู่ในทีแรก พลันเงยขึ้นอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ได้ยินคำว่า ว่าที่คู่หมั้น ที่เสียงเข้มจงใจย้ำนักหนา และมือของเจ้าชายคยูฮยอนที่กำลังโอบอยู่ที่เอวบางของทงเฮก็ทำให้ซองมินเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ..ใบหน้าขาวซีดเผือดลงกว่าเดิม รู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน..




แล้วในเสี้ยววินาทีนั้น ..นัยน์ตาว่างเปล่า ก็ปรายมาสบกับตาหวานของร่างเล็กเข้าราวกับจงใจ ..แต่มัน ..ก็เป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นจริงๆ ..ก่อนที่จะเลื่อนกลับไปที่ใบหน้าสวยของคนที่เป็นว่าที่คู่หมั้นดังเดิม




"ก็ไม่ได้มีอะไรนี่ เป็นอะไรของนายเนี่ย?" ร่างบางตอบกลับอย่างไม่ค่อยพอใจนัก พร้อมกับพยายามแกะมือของร่างสูงที่เกาะแน่นให้หลุดออกไปจากเอวของตัวเองเสียที แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องจำใจยอมแพ้ให้กับความดื้อด้านของอีกฝ่ายเหมือนทุกครั้ง




....





"ซองมิน ไปกินข้าวกันเถอะ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว" ทงเฮตัดสินใจโพล่งขึ้นมา แล้วตรงเข้าไปกอดร่างเล็กอย่างอ้อนๆ.. พร้อมกับพันธนาการของร่างสูงที่หลุดออกไปได้สำเร็จ..




ร่างบางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ยิ้มอย่างร่าเริงให้กับซองมิน ก่อนจะจูงมือให้เข้าไปในห้องอาหารด้วยกัน





"เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ?" คำถามที่ไม่รู้จุดประสงค์ชัดเจนของร่างสูงที่ดังขัดขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเหตุให้คนฟังต้องขมวดคิ้วอย่างงงๆ





"กินข้าวไง หรือนายไม่กิน?" ทงเฮสวนกลับเสียงเรียบ แล้วพยายามดันเพื่อนร่างเล็กที่ยืนทำท่าอึกอักอยู่ให้นั่งลงข้างๆ กัน





"เอ่อ.. ตรงนี้.. มันคงไม่เหมาะ.." ซองมินพูดเบาๆ เหลือบมองคนที่ยืนทำหน้าบูดบึ้งอยู่อีกฝั่ง.. ข้างๆ ทงเฮ ควรจะเป็นที่นั่งของว่าที่คู่หมั้นคนนั้นมากกว่า ถ้าหากว่าตัวเองจะมานั่งแทนที่ตรงนี้ คงไม่ใช่เรื่องเหมาะสมเท่าไหร่นัก ..และที่สำคัญ สายตาของเจ้าคยูฮยอนที่มองมานั้น มันน่ากลัวน้อยซะทีไหนกันล่ะ ..ดังนั้น ร่างเล็กจึงตัดสินใจที่จะหลีกทางให้แต่โดยดี เพื่อความสบายใจของตัวเองรวมทั้งใครบางคนด้วย..





"นั่งตรงนี้แหละซองมิน ฉันอยากให้นายนั่งตรงนี้" ทงเฮบอกเสียงแข็ง พร้อมกับฉุดให้อีกฝ่ายนั่งลงแกมบังคับกลายๆ เหลือบมองร่างสูงด้วยความไม่พอใจลึกๆ ...เพราะในใจล่วงรู้ถึงความคิดของซองมินดี ถึงไม่อยากให้ซองมินต้องยอมคนอย่างคยูฮยอนไปหมดซะทุกเรื่องแบบนี้





เมื่อคัดค้านอะไรไม่ได้ ร่างสูงเองจึงกระแทกตัวลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับซองมินด้วยความไม่พอใจ พลางจ้องมองคนตรงหน้าเขม็ง ...ส่วนเจ้าชายคิบอมได้แต่กวาดตามองท่าทางของสามคนที่เหลืออย่างไม่ค่อยเข้าใจในเหตุการณ์ยุ่งๆนี้เท่าไรนัก แต่ก็รับรู้ได้ถึงสงครามเย็นที่กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาแทรกซึมรอบๆ โต๊ะอาหารนี้ทีละนิดๆ





..อารมณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละคน ทำให้คิบอมรู้สึกอึดอัดตามไปด้วย ตาคมเหลือบมองน้องชายคนเดียวที่ดูเหมือนจะแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าจนเห็นได้ชัด ไม่ต่างจากทุกครั้งเมื่อไม่ได้ดั่งใจต้องการ.. ก็ปกติถูกตามใจซะจนเคยตัว การถูกขัดใจซะขนาดนี้ ปราสาทไม่แตกก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว



......

..............


......................




"ซองมิน ลองทานนี่ดูสิ อร่อยมากเลยนะ" ร่างบางพูดสอดแทรกบรรยากาศที่อึมครึมขึ้นมา พร้อมกับตักอาหารไปวางไว้บนจานข้าวของซองมิน เมื่อเห็นว่าเพื่อนคนนี้เอาแต่นั่งเงียบ ไม่ยอมแตะอาหารเลยสักนิด ..อาจจะเป็นเพราะความเกรงใจ ..หรือเกรงกลัวสายตาของใครบางคนก็ไม่อาจรู้แน่..





ขอบคุณ.. เสียงหวานตอบเบาๆ แล้วเริ่มทานอาหารอย่างเงียบๆ พยายามไม่สบตาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน แตกต่างจากอีกฝ่ายที่จ้องมองใบหน้าหวานนั้นราวกับเคียดแค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน




"ที่จริง ไม่เห็นมีความจำเป็นที่เจ้าต้องพาเด็กนี่มาด้วยเลยนะทงเฮ ปล่อยให้อยู่ในครัวกับพวกคนใช้ซะก็สิ้นเรื่อง" ร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบ ซองมินถึงกับชะงักช้อนลง ..แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะทานอาหารต่อไป เรื่องการตอบโต้นั้นลืมไปได้เลย ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ นิ่งเฉยไว้จะดีกว่า .. มันก็แค่คำพูด ไม่ต้องไปใส่ใจหรอก..




"ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ?" ซองมินเป็นเพื่อนของฉันนะ ทงเฮตำหนิเล็กๆ ให้กับคำพูดของร่างสูง ซึ่งรู้ดีว่ามันเป็นถ้อยคำที่ตั้งใจกระทบกระทั่งจิตใจของเพื่อนคนข้างๆ ชัดๆ ..เรื่องที่มาทำให้ซองมินร้องไห้ยังไม่คิดจะสำนึกผิด แล้วนี่ยังจะมาพูดจาให้รู้สึกแย่กันไปใหญ่อีก




"เพื่อนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? คนอย่างลีซองมินเนี่ยนะ.." เสียงเข้มยังคงเหน็บแนมอยู่ไม่ได้หยุด คนที่ถูกเอ่ยถึงเผลอกัดริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ภายในเอาไว้... ไม่รู้ว่าทำไมอาหารที่ถูกเคี้ยวอย่างละเอียดแล้ว แต่กว่าจะกลืนลงคอได้แต่ละครั้งกลับยากลำบากเหลือเกิน..



.........



..คนอย่างซองมินอาจจะทนกับคำพูดพวกนี้ได้ แต่กับเพื่อนข้างๆ ใช่ว่าเหมือนกันซะเมื่อไหร่



.........




"ซองมินแล้วทำไมล่ะ?" ร่างบางกระแทกเสียงกลับ ความอดทนเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัดเข้าทุกที.. ทำไมต้องแสดงท่าทางไม่สบอารมณ์ออกมากมากมายขนาดนี้ด้วย เห็นคนอย่างซองมินเป็นอะไรกัน ก็คนเหมือนกันไม่เห็นจะต่างกันตรงไหนเลย คยูฮยอนไปเอานิสัยแย่ๆ พวกนี้มาจากไหนกันนะ





"ก็แค่คิดว่า.. น่ารังเกียจ.." สามคำสุดท้ายที่จงใจเน้นหนัก ตอกย้ำชัดเจนลงไปในหัวใจของคนฟัง มือเล็กกำแน่น เล็บที่จิกเข้าที่ฝ่ามือไม่ได้สร้างความเจ็บปวดเลยสักนิดเมื่อเทียบกับความเจ็บที่อยู่ในหัวใจ... ทั้งที่เคยถูกผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนพูดจาดูถูกดูแคลนมาเกือบทั้งชีวิต แต่ครั้งนี้...ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า.. ทำไมคำพูดเหล่านั้นมันกลับเสียดแทงหัวใจให้เจ็บมากกว่าครั้งไหนๆ ..





ในขณะที่ซองมินนั่งนิ่งพร้อมกับพยายามใช้ความอดทนข่มน้ำตาเอาไว้.. ทงเฮกลับทิ้งช้อนลงกระทบกับพื้นจานแก้วแสดงออกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก




"คยูฮยอน!!"




"มีอะไร?" ท่าทางเฉยชาไม่แสดงออกถึงความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย ทำให้สติของทงเฮถึงกับขาดผึง ความโกรธเคืองที่สะสมมาก่อนหน้านี้ ถูกระเบิดออกมาแทบจะในทันที





"ทำไมนายถึงได้เป็นคนใจร้ายอย่างนี้นะ!!"



คำพูดตรงๆ ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นว่าที่คู่หมั้น ทำให้คนอารมณ์ร้อนควบคุมสติไม่ได้เช่นกัน ลุกพรวดขึ้นกลางโต๊ะอาหารโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น ริมฝีปากกำลังจะขยับเป็นคำพูด แต่ก็ถูกใครบางคนชะงักไว้ซะก่อน




"ไม่เอาน่ะคยูฮยอน ใจเย็นๆ หน่อยสิ" หากแต่น้ำเสียงที่สงบเยือกเย็นของเจ้าชายคิบอม กลับกลายเหมือนลมที่พัดโหมกระหน่ำให้อารมณ์ที่ร้อนดั่งเปลวไฟของเจ้าชายคยูฮยอนลุกโชนขึ้นกว่าเก่า หลังมือสะบัดไปที่แจกันทรงสวยตรงหน้าจนกระเด็นจะไปกระทบกับผนังห้องอย่างจงใจ แรงกระแทกทำให้แจกันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่เหลือเค้าเดิม ดอกไม้สดสีสวยกระจายกันออกไปคนละทิศคนละทาง





"ท่านพี่ไม่ต้องมายุ่งเรื่องของข้าหรอก!!" เสียงดังจนเกือบตะโกนตวาดใส่พี่ชาย ก่อนจะเดินกระแทกฝีเท้าออกจากห้องอาหารไปโดยไม่ลืมที่จะส่งสายตามาที่เจ้าของร่างเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องด้วยความโกรธแค้น





ร่างบางถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นสิ่งที่เจ้าชายคยูฮยอนทำลงไปเมื่อครู่ ทั้งแจกันที่แตกกระจาย และเสียงที่ตะโกนใส่พี่ชาย ไม่มีความเกรงใจหรือความเคารพนับถือเลยสักนิด ถึงจะเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองแค่ไหน แต่ทงเฮก็ไม่คิดว่าอารมณ์ของร่างสูงจะส่งผลรุนแรงได้ถึงเพียงนี้



....


............




"ไม่ตามไปหน่อยเหรอ?" คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามถามเสียงเรียบ ไม่ได้มีอาการสะทกสะท้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ใดๆ เลยแม้แต่น้อย ร่างบางหันมองเจ้าของคำถาม ความโกรธที่ยังไม่จางหายสนิท ทำให้เผลอตอบออกมาอย่างลืมตัว ..




"จะตามไปทำไม คนนิสัยเสียอย่างนั้น ปล่อยให้...." แต่แล้วก็ต้องหยุดคำตอบไว้แค่นั้น เมื่อเห็นดวงตาคมฉายแววงุนงงปนสงสัยเล็กๆ กับคำตอบที่ได้รับ.. และแล้วทงเฮก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้..






...ว่าที่คู่หมั้น...





....





"..เอ่อ.. ไม่ต้องหรอก ปล่อยไปเถอะ เดี๋ยวก็คงหายโกรธเองแหละ" คำตอบใหม่ถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ คิบอมพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงเข้าใจ.. อันที่จริงแล้วยังคงติดใจสงสัยบางอย่างอยู่ลึกๆ... แต่ก็ไม่อยากซักไซ้อะไรมากมาย เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคนสองคน ..ที่ คนอื่น ไม่ควรจะเข้าไปแทรก...





"ยังไงต้องขอโทษแทนคยูฮยอนด้วยนะ เขาก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วล่ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง อย่าไปใส่ใจให้มากนักเลย" เสียงทุ้มหันไปว่ากับร่างเล็กที่ก้มหน้านิ่งอยู่ ความรู้สึกของคนที่ถูกพูดกระทบแรงๆ นั้น คิบอมก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง น้ำเสียงที่คล้ายกับการปลอบโยนอยู่ในที ทำให้ซองมินยอมเงยหน้าขึ้น พลางรีบยกมือปาดหยดน้ำใสๆ ที่ปริ่มอยู่ขอบตาทิ้งทันที ก่อนจะพยายามคลี่ยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ





"ขอโทษนะซองมิน..." ร่างบางเสริมขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิดพลางนึกโทษตัวเองอยู่ในใจ ..รู้ทั้งรู้ว่าคยูฮยอนเป็นคนโมโหง่ายแค่ไหน ก็ยังไปต่อล้อต่อเถียง เพราะหวังจะปกป้องร่างเล็กข้างๆ ไม่ให้ถูกคำพูดไร้สาระของคนไม่รู้จักคิดมาทำให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจเหมือนอย่างเมื่อตอนก่อนหน้านี้ แต่ผลที่กลับมามันกลับตรงกันข้าม เพราะความไม่รู้จักคิดของคยูฮยอนที่ใครๆ ต่างคาดไม่ถึงนอกจากจะทำให้มื้อค่ำวันนี้เสียบรรยากาศแล้ว มันยังเป็นการทำร้ายซองมินให้ยิ่งรู้สึกแย่ไปกว่าเก่าด้วยซ้ำ





"ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่ใช่ความผิดของทงเฮซักหน่อย" เมื่อเห็นใบหน้าสวยสลดลง ร่างเล็กก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวันเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ความของผิดใครทั้งนั้น.. นอกจาก.. ตัวของเขาเอง





"เอาเถอะ ก็คงจริงอย่างที่เจ้าว่า อีกเดี๋ยวคยูฮยอนก็หายโกรธเองนั่นแหละ แต่ตอนนี้.. เราทานกันก่อนดีกว่านะ อาหารเย็นชืดหมดแล้ว" คิบอมตัดบทขึ้นเมื่อเห็นร่างบางยังคงนั่งหน้าเครียดอยู่ แต่เพราะเขาเองก็รู้จักนิสัยน้องชายของตัวเองดี จึงไม่อยากจะให้คนตรงหน้าเก็บเรื่องพวกนี้ไปคิดเล็กคิดน้อยให้ต้องปวดหัวกันเปล่าๆ.. ..และเมื่อทงเฮได้ฟังคำพูดที่ให้กำลังใจนั้น ก็หันมาระบายยิ้มกว้างให้กับเจ้าของคำพูดเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนที่บรรยากาศรอบโต๊ะจะเข้าสู่สภาพปกติ..




.......





.. ร่างสูงโปร่งนั่งทานอาหารไปเรื่อยๆ หากแต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่คนตรงหน้า ที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย...






รอยยิ้มที่สดใสและเสียงของร่างบางที่กลับมาเจื้อยแจ้วอยู่ไม่ได้หยุดอีกครั้ง.. ช่วยปรุงแต่งให้บรรยากาศอาหารค่ำของใครบางคนดูสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก.. จนรู้สึกสงสัยกับตัวเองว่า.. วันนี้อาหารตรงหน้ามันอร่อยเป็นพิเศษกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมารึเปล่านะ?..




.....

.........

...................




เจ้าชายคิบอมนั่งมองภาพนั้นอยู่นาน... แต่เมื่อนัยน์ตากลมสวยเหลือบมองกลับมาเพียงแวบเดียวเท่านั้น ก็จำต้องรีบถอนสายตาออกจากรอยยิ้มสวยนั้นในทันที เพราะกลัวว่าอีกคนจะรู้ตัวเข้า.. ในใจก็นึกเสียดายอยู่ไม่น้อยเลย.. ก่อนที่จะทำเป็นเลี่ยงไปเริ่มบทสนทนากับซองมินที่กำลังยิ้มเล็กๆ ให้กับเรื่องสนุกๆ อะไรสักอย่างที่เสียงใสเพิ่งเล่าจบไป...






".. เมื่อก่อนเจ้าอยู่ที่ไหนเหรอ? ..ข้าเข้าไปในเมืองบ่อยๆ จะเคยเห็นเจ้าบ้างมั้ยนะ?"




พอสิ้นสุดคำถามนั้น ริมฝีปากที่วาดเพิ่งวาดรอยยิ้มได้ไปนานก็ถูกชักกลับเข้าสู่ที่เดิม ..ใบหน้าหวานเศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนคนรอบข้างรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย... ซองมินถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่คำตอบจะพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากเรียวเล็กนั้นราวกับอดกลั้นไว้มาแสนนาน...



"..ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้เลย.... เปลี่ยนที่อยู่ไปนับครั้งไม่ถ้วน ไม่มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนหรอก.. แล้วแต่ว่าจะถูกขายให้ไปเป็นทาสของใคร.. ที่จริงมันก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาจนชินซะแล้วล่ะ... แต่สำหรับ...ที่สุดท้ายก่อนที่ทงเฮจะไปช่วยออกมา..... เค้าไม่ได้ให้ไปเป็นแค่ทาส.. แต่.. บังคับให้..." เสียงหวานขาดห้วงไป พร้อมกับน้ำตาที่ทำท่าจะไหลลงมาอีกครั้ง แล้วกลั้นใจเอ่ยประโยคต่อมาด้วยเสียงสั่นเครือ ..ประโยคสุดท้ายที่ทำให้คนฟังถึงกับใจหายไปตามๆ กับ





"..เอาตัวเข้าแลกกับเงิน.. ท่าน.. เข้าใจใช่มั้ย?.."





พูดจบหยาดน้ำอุ่นๆ ก็ค่อยๆ ไหลลงมาจากดวงตากลมโต อาบบนแก้มกลมใส ไหล่เล็กสั่นน้อยๆ ตามแรงสะอื้น ร่างบางนั่งมองซองมินด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ แล้วเข้าไปโอบร่างเล็กไว้เพื่อปลอบโยนอีกครั้ง นึกขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้ตัวเองได้พบกับซองมินเข้าและช่วยออกมาได้ซะก่อน ในใจโกรธแค้นคนพวกนั้นอยู่ไม่น้อย ไม่รู้ว่าจิตใจทำด้วยอะไรกัน ทำไมถึงได้โหดร้ายได้ถึงเพียงนี้...






นัยน์ตาคมสีดำสนิททอดมองภาพตรงหน้า ..เรื่องราวของซองมิน ฟังแล้วทำให้พลอยรู้สึกหดหู่ใจตามไปด้วย.. แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน.. เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังยิ้ม.. ยิ้มให้กับความรู้สึกดีๆ ที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจ






..อย่างแรกคงเป็นการที่ซองมินหลุดพ้นจากเรื่องร้ายๆ พวกนั้นมาได้.. และอย่างที่สอง.. คงจะเป็นเพราะ.. ความใจดีและท่าทางที่แสนอ่อนโยนของใครบางคนนี่ล่ะมั้ง...



.....


..........


...................





..ก็จะใครซะอีกล่ะ... ถ้าไม่ใช่เจ้าหญิงผู้แสนดีที่กำลังปลอบโยนกระต่ายน้อยตรงหน้านี้...




...ความอ่อนโยนในดวงตาสีนิลคู่สวยที่แสดงออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ.. ทำให้เจ้าชายคิบอมรู้สึกประทับใจและมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้สัมผัส.. ใครที่ได้อยู่ใกล้ ก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน..




...หากทว่า น่าเสียดายที่รอยยิ้มและแววตาอบอุ่นของเจ้าชายคิมนั้น ...มันกลับส่งผ่านมาไม่ถึงข้างในหัวใจของเจ้าหญิงผู้แสนดีสักนิดเลย..



......





*****************************************



"นี่ก็ดึกแล้ว เจ้าสองคนไปนอนได้แล้วล่ะ" เจ้าชายคิบอมว่าขึ้น ขณะเดินเล่นไปตามระเบียงทางเดินพร้อมกับอีกสองคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานหลังจากมื้อค่ำของวันสิ้นสุดลงได้พักใหญ่ๆ ทงเฮหันมองเจ้าของเสียง แล้วตอบกลับเบาๆ




"ยังไม่ง่วงเลยนี่นา ใช่มั้ยซองมิน?" ว่าแล้วก็ยังพยักพเยิดไปยังคู่สนทนาเมื่อครู่ที่ทำหน้าเหรอหราอยู่ ก่อนที่ร่างเล็กนั้นจะพยักหน้าหงึกหงักตามน้ำไป




"ไม่ง่วงก็ต้องไปนอน ดึกแล้วนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาก็ปวดหัวหรอก.. แล้วอีกอย่าง อากาศตรงนี้ก็เริ่มเย็นแล้วด้วย เกิดไม่สบายขึ้นมาจะว่ายังไง?"





ทงเฮอมลมจนแก้มพองอย่างขัดใจราวกับเด็กๆ ตอนถูกบังคับให้กินผักยังไงอย่างนั้น ..แต่แล้วไม่นานริมฝีปากบางก็เผลอยิ้มกว้างให้กับคำสาธยายร่ายยาวที่หลุดออกมาจากปากของเจ้าชายคิบอมด้วยความดีใจอยู่ลึกๆ




......



.. เพราะพูดเหล่านั้น แฝงไปด้วยความห่วงใย... ที่คนๆ นี้เคยให้เสมอ.. หัวใจพองโตขึ้นเมื่อได้ยินมันอีกครั้งหนึ่ง..



........




"ไปแล้วก็ได้ ดุจัง" ในที่สุดร่างบางก็ยอมทำตามคำสั่งของคนขี้บ่นแต่โดยดี แล้วจูงมือซองมินตั้งใจจะพากันกลับไปยังห้องนอน แต่หลังจากก้าวขาเดินออกจากที่ตรงนั้นเพียงไม่กี่ก้าว ทงเฮก็ชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะหันหลังกลับไปมองร่างสูงโปร่งที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม..





......





"ราตรีสวัสดิ์นะคิบอม!.." เสียงใสบอกลาค่ำคืนนี้พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้อย่างร่าเริง.. แล้วรีบหันหลังเดินกลับไปในทิศทางเดิมพร้อมกับใบหน้าขาวที่ซับสีเลือดจางๆ ขึ้น ปล่อยให้เพื่อนร่างเล็กที่เดินตามหลังมาติดๆ งุนงงกับท่าทางแปลกๆ นั้นอยู่คนเดียว ทีแรกตั้งใจจะเอ่ยถามอยู่เหมือนกัน.. แต่แล้ว... เมื่อได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆ ที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าสวย ...ก็ทำให้ซองมินต้องแอบอมยิ้มให้กับความน่ารักของอีกคนอย่างอดไม่ได้เลยทีเดียว...





เจ้าชายคิบอมได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง.. คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค กลับทำให้รู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงแห่งความฝันไปชั่วขณะ... ทุกถ้อยคำยังคงดังวนเวียนอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา จนไม่ทันได้ตอบอะไรออกไป...





พอรู้ตัวอีกที.. ร่างบางนั้นก็ได้หายลับไปกับแสงจันทร์ซะแล้ว...





...ทั้งๆ ที่อยากจะตอบรับคำพูดของคนน่ารักนั้นกลับไปใจจะขาด ..แต่เขาก็รู้ดีว่า.. คงทำเป็นไปไม่ได้.. เพราะสิ่งที่เขาอยากทำและอยากพร่ำบอก มันเป็นได้เพียงแค่ความฝันเท่านั้น..





ฝัน... ที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง..




"ราตรีสวัสดิ์ทงเฮ.."




..เสียงทุ้มพึมพำเบาๆ กับตัวเอง.. รอยยิ้มเศร้าปรากฏบนใบหน้าคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... ก่อนที่มันจะค่อยๆ เลือนหายไปทีละนิด...




จนในที่สุดก็จมหายเข้าไปอยู่ในใจ.. เพื่อเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้เหมือนกับทุกครั้ง..





********************************************



"ง่วงแล้วเหรอทงเฮ?" ร่างเล็กถามขึ้นหลังจากเห็นทงเฮทิ้งตัวลงบนที่นอนด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน ใบหน้าสวยซุกลงบนหมอนนุ่มใบใหญ่ พร้อมกับมือเรียวที่คว้าเอาผ้าห่มมาคลุมหน้าไว้จนมิด





"อื้อ.." เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาจากผ้าห่ม ก่อนที่จะนิ่งเงียบไปเฉยๆ จนคนถามรู้สึกงุนงง ปกติเห็นพูดไม่หยุดจนกว่าอีกคนจะหลับไปก่อน.. แต่นี่ พอหัวถึงหมอนก็หลับลงง่ายๆ ซะอย่างนั้น..





ซองมินไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เพราะคิดว่าร่างใต้ผ้าห่มนั้นคงหลับไปแล้ว อาจเพราะความเหนื่อยหรืออะไรก็ไม่อาจรู้แน่.. สักพักก็เอื้อมมือไปปิดโคมไฟที่อยู่บนหัวเตียงก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ พร้อมๆ กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไหลวนกลับเข้ามาในหัวสมองอีกครั้ง..




..แค่วันแรกก็โดนหนักซะขนาดนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าวันต่อๆ ไปจะต้องเจอกับอะไรบ้าง..






..แต่ที่ทำได้ตอนนี้ก็คงมีแค่คำว่า อดทน เท่านั้น.. อดทนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้.. แล้วทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นเอง..



นัยน์ตากลมโตจ้องมองโคมไฟระย้าฝ่าความมืดของรัตติกาลอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่ความอ่อนล้าจะพาให้เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงในที่สุด... ไม่นานสติก็ถูกดึงให้ลงสู่ห้วงนิทราโดยที่เจ้าของร่างเล็กเองไม่รู้ตัวเลย..




.....


.............


..........................





เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ ร่างของคนที่อยู่ใต้ผ้าห่มก็ค่อยๆ คลายผ้าห่มที่คลุมหน้าอยู่ออก ที่จริงแล้วยังไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด แต่ที่ต้องแกล้งทำเป็นหลับแล้วยังต้องเอาผ้าห่มมาคลุมหน้าจนมิดขนาดนี้ เพราะไม่อยากให้อีกคนสังเกตเห็นยิ้มที่มันหุบไม่ลงซักทีนี่ต่างหากล่ะ..





ดวงตากลมสวยหันมองคนข้างๆ ที่นอนหลับสนิทไปนานแล้ว... ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดที่ดวงจันทร์สีเหลืองนวลพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนหวานบ่งบอกถึงความสุขไม่น้อย..





สายลมเย็นๆ พัดผ่านช่องลมเข้ามาเป็นระยะ ไม่ได้ทำให้รู้สึกหนาวแต่อย่างใด กลับรู้สึกเย็นสบายและสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก..





แม้วันนี้พระจันทร์จะไม่ได้เต็มดวง... แสงจันทร์ไม่ได้สุกสว่างสดใสเหมือนกับวันก่อน.. แต่อย่างน้อย.. ค่ำคืนนี้ ก็ยังมีดวงดาวอีกหลายดวงที่กระจายประปรายบนท้องฟ้าสีดำสนิทคอยอยู่เป็นเพื่อนกับดวงจันทร์ให้ไม่ต้องเหงาอีกต่อไปแล้ว..





...ดวงจันทร์ต้องมีความสุขมากขึ้นแน่ๆ เลย ...เพราะร่างบางรู้สึกเหมือนว่า เห็นรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนแสงสีนวลนั่นด้วยล่ะ...





************************************************




ร่างสูงโปร่งก้าวย่างไปตามระเบียงทางเดินอย่างไม่เร่งร้อน ท่าทางที่ดูสุขุมเยือกเย็น แตกต่างจากภายในจิตใจที่ร้อนรนเมื่อนึกถึงปลายทางข้างหน้า หากแต่จุดหมายนั้น หาใช่ห้องบรรทมอันเงียบสงบเช่นทุกๆ วันที่ผ่านมาไม่ ขายาวก้าวผ่านบันไดเวียนหินอ่อนสีขาวนับร้อยขั้น ซึ่งเป็นทางที่จะนำไปสู่จุดที่อยู่สูงสุดของปราสาทอันแสนงดงามแห่งนี้ ...ในที่สุด.. เจ้าของร่างโปร่งก็หยุดฝีเท้าลง ณ ประตูลายหรูสีขาวบานใหญ่ ดวงตาที่สงบนิ่งจ้องมองบานประตูอยู่นาน ราวกับจะมองให้ทะลุผ่านเข้าไปถึงภายใน ...ก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงอย่างเหนื่อยอ่อน ..เพียงฝ่ามือที่ยกทาบสิ่งที่ขวางกั้นเอาไว้เบาๆ บานประตูนั้นก็ค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในห้องได้อย่างไม่ยากเย็น




ห้องสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง พื้นหินอ่อนถูกปูทับด้วยพรมนุ่มสีน้ำเงินเข้ม บนผนังสีสะอาดเต็มไปด้วยภาพวาดแขวนอยู่มากมาย ช่วยสร้างมนต์เสน่ห์ดึงดูดใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็นไม่ยาก ..แต่กับร่างโปร่งที่ยืนอยู่ตรงนี้ ...สิ่งที่สะกดสายตาจนไม่สามารถละไปไหนได้ กลับเป็นโลงแก้วบางใสตรงหน้า ที่บรรจุร่างของใครคนหนึ่งไว้ในนั้น..





เจ้าชายคิบอมเอื้อมมือไปวางไว้บนฝาโลงแก้วตรงกับตำแหน่งหัวใจของคนที่อยู่เบื้องล่าง ..แสงสว่างสีฟ้าเข้มอาบไล้ไปทั่วกระจกแก้วใส มาพร้อมกับสายลมอ่อนๆ ที่ปะทะเข้ากับใบหน้าวูบหนึ่ง.. ก่อนที่แสงสว่างนั้นจะค่อยๆ จางลง และกลับคืนเข้าสู่สภาพปกติดังเดิม




..สักพัก.. ฝาโลงใสโค้งมน ก็ค่อยๆ เปิดอออก ..เพียงเอื้อมมือก็สามารถสัมผัสกับร่างที่อยู่ภายในนั้นได้อย่างง่ายดาย..





...ร่างกายผอมเพรียวภายใต้ชุดสวยสีขาวบริสุทธิ์... ใบหน้าขาวซีดแทบไร้สีเลือดซับ เช่นเดียวกับผิวเนียนที่แทบไม่มีเลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยง เรือนผมสีบลอนด์หยักเป็นลอนสวยรับกับใบหน้า.. ที่กาลเวลานั้นไม่ได้ทำให้ความสวยถูกบั่นทอนลงไปเลย ...ทว่า.. ความสวยนั้นกลับดูไร้ค่าเหลือเกิน... เมื่อผู้เป็นเจ้าของร่างกลับนอนนิ่งสนิท ลมหายใจที่แผ่วเบาและหัวใจที่ยังคงเต้นแม้จะอ่อนแรง เป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า วิญญาณยังคงไม่ได้ถูกพรากให้แยกจากร่างกายไปไหน.. ดวงตาสีดำสนิทของเจ้าชายคิบอมทอดมองร่างไร้ความรู้สึกตรงหน้าด้วยความโศกเศร้า มือขาวไล้ไปตามแก้มเนียนนั้นเบาๆ อย่างทะนุถนอม ...




"ท่านแม่.. ลูกไม่ได้มาหาท่านแม่ตั้งนาน ...ท่านแม่สบายดีอยู่รึเปล่า.." สายตาไล่ไปทั่วร่างของมารดาราวกับจะค้นหาคำตอบ.. ซึ่งผิวที่ซีดเซียวและร่างกายที่ผอมบางก็สามารถตอบคำถามนั้นได้ดีอยู่แล้ว....




...


...........

......................





"ลูกจะช่วยท่านแม่ได้อย่างไร.. ของสำคัญชิ้นนั้น.. มันอยู่ที่ไหนกัน.. ลูกตามหาแทบพลิกแผ่นดิน ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา" ร่างโปร่งกุมมืออันเย็นเฉียบนั้นยกขึ้นมาแนบสนิทที่แก้มของตัวเอง พร้อมกับน้ำตาที่หยดลงบนชุดสีสะอาดของผู้เป็นแม่





"ท่านแม่.. ช่วยตอบลูกหน่อยได้มั้ย?.."




..แต่คำตอบที่ได้กลับมาเป็นเพียงความเงียบ.. ซึ่งตัวเขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ.. หยาดน้ำตาที่ไม่เคยมีใครได้เห็น.. บัดนี้กลับไหลลงมาเป็นทางอย่างไม่ขาดสายโดยไม่คิดที่จะหยุดมันไว้เลย..





"ลูกจะไม่ยอมปล่อยให้ท่านแม่ต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้... เป็นตายยังไงลูกก็ต้องหามันให้พบให้ได้ ..ไม่ว่ามัน... จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม.. ลูกสัญญา.." เจ้าชายคิบอมให้คำสัญญากับร่างตรงหน้าด้วยเสียงที่แผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ หากแต่เป็นถ้อยคำที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงอยู่ในที..





..ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร เขาก็จะยอมทำ.. เพื่อชีวิตของมารดาอันเป็นที่รักยิ่ง





..ยิ่งกว่า.. สิ่งใดทั้งหมด..




.....


............



....................




*******************************************




"ทงเฮ.. ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ" เสียงหวานของคนที่กำลังง่วนจัดแจงอะไรบางอย่างอยู่ในตู้เสื้อผ้าเรียกเพื่อนร่างบางที่นอนอยู่บนฟูกนิ่มสีขาวสะอาดหวังปลุกให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา เพราะเวลานี้ดวงอาทิตย์ก็ได้โผล่พ้นขอบฟ้ามานานหลายชั่วโมงแล้ว




"..ขออีกห้านาทีนะซองมิน.." ทงเฮบอกเสียงงัวเงีย พร้อมกับพลิกร่างกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อหลบเลี่ยงแสงแดดที่สาดส่องรบกวนเวลานอนอันแสนมีค่า ..คุณหนูลีตื่นเช้าได้ไม่กี่วัน ก็กลับมาเป็นคุณหนูที่นอนตื่นสายเหมือนเดิมซะแล้ว





ซองมินยืนมองร่างที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มหนาผืนใหญ่แล้วส่ายหน้ายิ้มๆ พนันได้เลยว่าอีกห้านาทีของทงเฮ คงได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีแน่ๆ ..แต่ก็เอาเถอะ.. ถ้าเจ้าตัวเค้ายังไม่อยากตื่น ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเซ้าซี้อะไรมากมาย





"ถ้าอย่างนั้นข้าจะลงไปข้างล่างก่อนแล้วกัน ชุดของเจ้าแขวนอยู่ตรงหน้ากระจกนะ ข้าเตรียมไว้ให้แล้วแล้วอย่านอนเพลินจนลืมลงไปกินข้าวล่ะ โรคกระเพาะถามหาไม่รู้ด้วยนะ" เสียงหวานร่ายยาว แต่ดูเหมือนว่าหูของคนที่นอนอยู่บนเตียงจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าทีควร เพราะยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ร่างเล็กส่ายหน้าอีกครั้งก่อนจะออกจากห้องไป โดยไม่ลืมจะเขียนข้อความย้ำคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ลงบนกระดาษแผ่นเล็กๆ ไว้ให้กับคนขี้เซาด้วย




ร่างเล็กค่อยๆ เดินไปตามทางข้างหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นใจปนสับสน ปลายทางก็คือห้องครัวที่อยู่ชั้นใต้ดินของปราสาทจากคำบอกเล่าของหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ที่ได้ถามไถ่มาเมื่อครู่นี้ ...ซองมินคิดว่า สำหรับทงเฮแล้ว มาอยู่ที่นี่ในฐานะว่าที่คู่หมั้นของเจ้าชายคยูฮยอนผู้สูงส่ง เพราะฉะนั้นงานครัวก็ไม่มีความจำเป็นต้องเฉียดเข้ามาใกล้อยู่แล้ว แตกต่างจากตัวเองที่ ถูกซื้อ มาแล้ว ก็ควรที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ดีกว่า จะได้ไม่ต้องถูกใครว่าเอาได้



หลังจากที่ใช้เวลาอยู่พอสมควร ซองมินก็สามารถหาชั้นใต้ดินเจอจนได้ ห้องครัวขนาดใหญ่เป็นแนวยาว มีเครื่องครัวและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ครบพร้อม บรรดาเหล่าแม่ครัวนับสิบคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารกลางวัน ของว่าง น้ำชา กาแฟ ที่ต้องมีให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการเตรียมของสำหรับมื้อค่ำ แม้ว่าบนโต๊ะอาหารจริงๆ แล้ว จะมีคนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่สำหรับคนที่มีศักดิ์เป็นถึงเจ้าชาย จะละเลยรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อยของอาหารแต่ละอย่างไม่ได้เลยทีเดียว ทุกๆ วันในห้องครัวจึงเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงซึ่งดูเหมือนแม่ครัวทั้งหลายจะชินชากันไปซะแล้ว





ซองมินอาสาเข้าไปช่วยแม่ครัวที่กำลังวุ่นวายกันอยู่พร้อมกับรอยยิ้ม ทีแรกทุกคนก็พยายามปฏิเสธเพราะซองมินเองก็ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนของทงเฮ ผู้ซึ่งเป็นถึงว่าที่คู่หมั้นของเจ้าชายคยูฮยอน ..แต่เบื้องหลังจริงๆ แล้วนั้น ร่างเล็กย่อมรู้ดีกว่าใครๆ ..คำพูดดูถูกต่างๆ นานาของใครบางคนลอยเข้ามาในความคิดอีกครั้ง.. เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซองมินจึงดื้อดึงที่จะช่วยคนอื่นๆ ให้ได้ เมื่อเห็นร่างเล็กมีความกระตือรือร้นขนาดนั้น จึงไม่มีใครคิดจะขัดข้องอีกต่อไป





งานครัวแค่นี้ ถือเป็นเรื่องสบายมากสำหรับซองมิน หากเทียบกับงานอันแสนสาหัสที่เคยผ่านมาแล้ว.. มันหนักหนาว่านี้หลายสิบเท่านัก.. ซองมินช่วยแม่ครัวทำอาหารด้วยความชำนาญ ความสุภาพเรียบร้อยและรอยยิ้มที่อ่อนโยน ทำให้เขาเข้ากับทุกคนได้อย่างไม่ยากเย็น ..และในที่สุด ชีสเค้กน้ำผึ้งที่ซองมินตั้งใจทำเพื่อจะเป็นอาหารว่างในวันนี้ก็เรียบร้อยพร้อมกับเวลาที่ล่วงเลยมาจนถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี ร่างเล็กจึงตัดสินใจขอตัวกลับขึ้นไปที่ห้องนอน ตั้งใจจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและไปดูเพื่อนหน้าสวยขี้เซาซะหน่อย.. ป่านนี้คงจะตื่นแล้วล่ะมั้ง..




ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่.. ทันใดนั้น ร่างของใครคนหนึ่งก็โผล่พรวดลงมาจากบันไดพอดีกับซองมินที่กำลังจะเดินสวนขึ้นไปชั้นบน ทำให้ร่างเล็กปะทะเข้ากับร่างของอีกคนเข้าเต็มแรง และด้วยระดับที่อยู่ต่ำกว่า ส่งผลให้เสียหลักหงายหลังจนแทบร่วงลงไปกองกับพื้นข้างล่าง โชคดีที่มือเล็กนั้นเอื้อมคว้าราวบันไดไว้ได้ทันท่วงที พรมนุ่มของขั้นบันไดจึงเป็นที่รองรับร่างไม่ให้ต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้ ..แต่ถึงกระนั้น ร่างเล็กก็ไม่สามารถปฏิเสธความเจ็บปวดที่แล่นเข้าสู่บริเวณข้อเท้าได้เลย..




"ซุ่มซ่าม! ตามองไม่เห็นคนรึไง!" เสียงแบบนี้ คำพูดแบบนี้ และการกระทำแบบนี้ ไม่ต้องเอ่ยชื่อ ซองมินก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร.. ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองร่างสูงที่ยืนกอดอกทำสีหน้าไม่พอใจอยู่ด้วยความตกใจ





"ขอโทษ.. ขะ.. ข้าไม่ได้ตั้งใจ.." กล่าวคำขอโทษทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ผิดไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ร่างเล็กก็เลือกที่จะยอมรับผิดเอง เพราะความกลัวและไม่อยากจะให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้ แยกย้ายกันไปคนละทางจะดีกว่า .. แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่ซองมินคิด เพราะอยู่ๆ คยูฮยอนก็เข้ามากระชากข้อมือเล็กอย่างแรง ฉุดให้ร่างที่กองอยู่ที่ขั้นบันไดเมื่อครู่ต้องลุกขึ้นตามแรงดึงของอีกฝ่ายโดยไม่อาจฝืนได้ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้าเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเท่า แล้วยังจะข้อมือที่ถูกบีบจนแทบจะแหลกคามือของร่างสูงนี่อีก.. ร่างเล็กกัดริมฝีปากสีสดของตัวเองไว้แน่นเพื่อกลั้นเสียงที่กำลังจะเล็ดลอดออกมาเพราะความเจ็บปวด..





"ไม่ต้องมาทำตัวให้น่าสงสารหรอก คิดเหรอว่าคนอย่างข้าจะหลงกลเจ้า!" คยูยอนกระแทกเสียงใส่ แต่ซองมินไม่ปริปากตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่าความสงบเงียบของตนนั้น กลับยิ่งเป็นการจุดประกายความโกรธของคนตรงหน้าให้ยิ่งทวีขึ้นไปอีก ซองมินรู้สึกแรงบีบที่ข้อมือที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ในเมื่อความอดทนยังไม่ถึงขีดจำกัด.. น้ำตาก็ไม่อาจหลั่งออกมาง่ายๆ




"อย่าคิดว่ามีคนให้ท้ายเจ้าแล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรนะ" ร่างสูงออกแรงดันอีกฝ่ายให้หลังติดกับกำแพง พร้อมกับใช้มือข้างอีกข้างยันกำแพงนั้นไว้เพื่อผิดกั้นทางหนีอีกครั้ง..




ซองมินเบือนหน้าลงไปยังพื้นเบื้องล่างเพื่อตั้งใจหลบเลี่ยงสายตาของคยูฮยอน ไม่ว่ามองกี่ครั้งมันก็ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกรังเกียจที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย.. สู้ไม่มอง ไม่ต้องเห็นสายตาแบบนั้นเลยยังจะดีซะกว่า





"กลัวงั้นเหรอ?..." น้ำเสียงคล้ายกับการเยาะเย้ยทำให้ใบหน้าหวานยอมหันมาสู้หน้ากับร่างสูงอีกครั้ง.. คยูฮยอนพูดถูก.. ซองมินกลัวแล้วก็กลัวมากๆ เพราะรู้ดีว่าคนอย่างเจ้าชายคยูฮยอนไม่เคยมีความหวังดีให้กับเขาเลยสักครั้ง ทั้งคำพูดและการกระทำอย่างร้ายกาจ เป็นสิ่งที่ซองมินไม่อยากจดจำมากที่สุด..





นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่หวานนิ่ง แต่ครั้งนี้.. ร่างเล็กไม่ได้เลี่ยงสายตาหนีไปทางอื่นเหมือนทุกครั้ง.. เหมือนจะเป็นเพียงแวบเดียวที่ได้มองเห็นถึงความอ่อนโยนอยู่ในดวงตาที่ไร้แววนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่มันก็เป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น จนรู้สึกว่าตัวเองคงตาฝาดไป.. คยูฮยอนค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับซองมินจนเกือบชิด...





ซองมินรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต.. บรรยากาศรอบข้างเงียบมาก... แต่กลับได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองได้อย่างชัดเจน.. จนกลัวว่าอีกคนจะได้ยินมันเข้า.. ร่างสูงยังคงจ้องใบหน้าหวานนิ่ง ก่อนจะ กรีดกระซิบถ้อยคำบางอย่าง.. เสียงกระซิบที่แสนแผ่วเบาจนแทบจะจางหายไปกับสายลม..




"หึ.. น่าสมเพช.."




สิ้นสุดคำพูดนั้น หัวใจที่เต้นโครมครามอยู่เมื่อครู่นี้ก็เหมือนกับถูกหยุดเอาไว้ชั่วขณะหนึ่ง.. รอยยิ้มร้ายที่ผุดขึ้นที่มุมปากของร่างสูง เป็นเหมือนกับสิ่งที่กรีดลงที่หัวใจอันแสนบอบบางให้ต้องได้รับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ...






เจ้าชายคยูฮยอนปล่อยมือออกจากข้อมือเล็กของซองมินในทันที แล้วสะบัดตัวเดินจากไปโดยไม่สนใจและไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมามองอีกคนที่ทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นเลยแม้แต่น้อย..




ความผิดหวังและเสียใจถาโถมเข้ามาร่างเล็กไม่ยั้ง ในที่สุดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้มันก็ทะลักออกมาอีกจนได้ นึกสมเพชตัวเองที่คิดไปเองคนเดียวว่ามองเห็นความอ่อนโยนในดวงตาสีเข้มนั้น ..แล้วเป็นยังไงล่ะ?.. คนอย่างเจ้าชายคยูฮยอนไม่เคยคิดที่จะสนใจความรู้สึกของคนอื่นอยู่แล้ว แล้วคนอย่างนั้นจะไปมีความอ่อนโยนบ้าบออะไรนั่นได้ยังไงกัน ไร้สาระสิ้นดี..



.......



..มันน่าสมเพช.. อย่างที่เจ้าชายผู้สูงส่งคนนั้นว่านั่นแหละ...



.......



มือเล็กยกปาดน้ำตาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นเพื่อจะกลับไปยังห้องนอน แต่แล้ว...ก็ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้... ร่างเล็กพลันร่วงลงไปกองกับพรมนุ่มของบันไดอีกครั้งพร้อมกับมือที่เลื่อนมาจับที่ข้อเท้าของตัวเองไว้แน่นด้วยความเจ็บ.. แล้วพยายามลุกขึ้นยืนใหม่ ..แต่ในที่สุด.. ก็ต้องหยุดความพยายามไว้แค่นั้น... เมื่อสำนึกได้ว่า... ความเจ็บปวดที่บริเวณข้อเท้าไม่สามารถพาร่างกายให้เคลื่อนไปไหนได้แล้ว..





*********************************************




ร่างบางยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่พร้อมกับแปรงที่ถูกหยิบขึ้นมาแปรงผมอ่อนนุ่มสีน้ำตาลเข้มของตัวเองอย่างทะนุถนอมหลังจากที่ผ่านการเช็ดมาอยู่นานสองนาน ขณะกำลังหวีผมอยู่นั้น ทงเฮก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้




"อยู่ไหนนะ.."





พึมพำเบาๆ พลางสอดส่องสายตามองหาริบบิ้นสีขาวไปทั่วบริเวณ แล้วเริ่มค้นหาตรงบริเวณหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ วันนี้เกิดอยากจะรวบผมขึ้นมา แต่ริบบิ้นก็ดันหายไปไหนก็ไม่รู้ แถมมีอยู่เส้นเดียวซะด้วยสิ..





และในขณะที่กำลังพยายามค้นหาสิ่งที่จะนำมาใช้รัดผมอยู่นั้น สายตาก็พลันไปสะดุดกึกอยู่ที่บางสิ่งที่แขวนอยู่ข้างๆ กับกระจกเงาบานใหญ่ ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบมันมาพิจารณาอย่างละเอียด





นี่มัน... สร้อยที่คุณยายฮันให้มานี่นา ร่างบางสวมสร้อยเข้าที่คอ มือเรียวพลิกจี้นาฬิกาทรายไปมาอยู่หลายรอบ แล้วอยู่ๆ ก็สังเกตถึงความผิดปกติบางอย่าง.. เม็ดทรายสีขาวละเอียดได้ร่วงลงมาอยู่ที่กระเปาะด้านล่างแล้วเล็กน้อย.. แต่มันน้อยมาก.. จนรู้สึกสงสัย..





คิ้วบางขมวดมุ่น ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์วันนั้นอย่างหนัก จำได้ลางๆ ว่าคุณยายฮันได้บอกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาทรายอันนี้ แต่ทำไมถึงนึกไม่ออกซักทีนะ.. เม็ดทราย.. เวลา.. หรืออะไรสักอย่าง.. อะไรกันน้า..





"คุณหนูคะ เจ้าชายโจมีรับสั่งว่า วันนี้ให้จัดโต๊ะที่ริมสระน้ำอยู่ทางทิศตะวันออกของปราสาทไม่ต้องลงไปที่ห้องอาหารนะคะ"





เสียงที่คุ้นเคยของหญิงรับใช้ประจำที่ดังลอดผ่านประตูเข้ามา ทำให้ทงเฮต้องหยุดความคิดต่างๆ ลง แล้วหันไปตอบรับคำสั่งนั้นในทันที





"จะลงไปเดี๋ยวนี้แหละฮะ"




ร่างบางเดินออกจากห้อง ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นปริศนาที่ห้อยอยู่บนคออีกต่อไป ในใจฉุกคิดถึงเพื่อนอีกคนขึ้นมาแทนที่




"เห็นซองมินบ้างรึเปล่าฮะ?" เสียงใสเอ่ยถามแม่ครัวที่กำลังถือถาดอาหารที่เดินสวนกันตรงทางเดิน เพราะข้อความที่ซองมินเขียนลงในกระดาษบอกว่าจะไปช่วยงานที่ห้องครัว จึงลองถามดูเผื่อว่าซองมินจะยังคงอยู่ในครัว จะได้ชวนไปทานอาหารพร้อมกัน




"ออกไปจากครัวตั้งนานแล้วนี่คะ"




ทงเฮฟังคำตอบนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย ถ้าออกจากห้องครัวมาตั้งนานแล้ว ป่านนี้ก็น่าจะกลับมาที่ห้องได้แล้วนี่นา ซองมินคงไม่ไปเที่ยวเล่นอยู่ที่ไหนหรอก




.....



หรือว่าบางที... อาจจะไปหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้ ปราสาทใช่ว่าจะเล็กๆ ซะเมื่อไหร่กัน..



.......


ในที่สุดทงเฮก็ตัดสินใจที่จะไปตามหาเพื่อนร่างเล็กที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนให้เจอเสียก่อน.. ส่วนเรื่องอื่นก็เอาไว้ทีหลังแล้วกันนะ..



..


.......


......................



ขาเพรียวก้าวไปตามทางข้างหน้าพร้อมกับจิตใจที่ร้อนรนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไปที่ไหนก็ยังคงไร้วี่แววของคนที่กำลังตามหาอยู่.. ทั้งกังวลและเป็นห่วงกลัวว่าซองมินจะเป็นอะไรไป.. จนลืมไปว่า.. ตัวเองก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน.. และเส้นทางของปราสาทก็ไม่ได้มีความชำนาญอะไรมากมายเลย





ร่างบางหยุดหอบหายใจเพื่อพักเหนื่อย อยู่ ณ ที่ที่หนึ่ง พลางกวาดตาสำรวจไปรอบๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน พื้นที่เหยียบอยู่ก็ยังคงอยู่ในอาณาเขตของปราสาท แต่ปัญหาก็คือ ทงเฮไม่รู้ว่าที่ตรงนี้ มันคือส่วนไหนไหนในปราสาทแห่งนี้แล้วน่ะสิ..



......



...หรือที่เขาเรียกง่ายๆ ว่า หลงทาง ไงล่ะ..




.......




เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็ถึงกับทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน นึกโมโหตัวเองเป็นอย่างมาก ตั้งใจจะมาตามหาซองมินแท้ๆ แต่กลับมาหลงทางเองซะได้ รอบๆ บริเวณนี้ก็ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียวจนรู้สึกหวั่นๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก.. แถมยังมีบันไดเวียนประหลาดๆ นี่อีก..


บันไดเวียน....??




ทงเฮแหงนหน้าขึ้นมองตามบันไดเวียนที่สูงนับร้อยขั้น.. จนไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดนั้นอย่างสงสัย..



..และแล้ว.. ความอยากรู้อยากเห็นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ..





..ก็แค่อยากรู้ว่าบันไดเวียนนี้จะนำไปสู่ที่ไหนในปราสาทก็แค่นั้นเอง..





ทงเฮค่อยๆ ยันร่างขึ้นช้า.. ดวงตาสีนิลมองต่ำลงไปที่บันไดขั้นแรกอย่างหวั่นๆ มือเรียวจับราวบันไดไว้แน่น พร้อมกับความคิดที่ตีกันวุ่นวาย..




จะลองไปดูดีรึเปล่านะ?.. มันคงไม่เสียหายเท่าไหร่หรอกมั้ง.. ก็ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลยนี่นา..




...



...........



...................




แต่เพียงปลายเท้าที่แตะลงที่บันไดขั้นแรก ก็รู้สึกได้ถึงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินสวนทางลงมา ไม่รอช้า ร่างบางรีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ที่มุมมืดใต้บันไดนั้นทันที..





...เจ้าของร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าบันได ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วก้มหน้าพิงกับกำแพงด้วยท่าทางที่ดูอ่อนล้าพร้อมกับน้ำตาเม็ดเล็กๆ ที่ค่อยๆ ร่วงลงมาทีละหยดๆ.. จนทำให้คนที่ซ่อนตัวอยู่รู้สึกแปลกใจและตกใจในเวลาเดียวกัน..


.....



..เจ้าชายคิบอมร้องไห้อย่างนั้นเหรอ...




.......



ทงเฮค่อยๆ เดินออกมาจากใต้บันได ยืนมองแผ่นหลังกว้างที่สั่นน้อยๆ เพราะแรงสะอื้นพร้อมกับหัวใจที่เหมือนถูกดึงให้หล่นวูบลง.. แล้วค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปหาอย่างช้าๆ ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะไหล่ของคิบอมไว้เบาๆ



..



.........



.....................




"คิบอม.. เป็นอะไรไป.." ถามด้วยเสียงที่แผ่วเบา ไม่ว่าจะในเวลาไหน ทงเฮก็ไม่เคยได้เห็นน้ำตาของคนรักเลยแม้สักครั้งเดียว.. เพราะคิบอมเคยบอกเสมอว่า.. เขาต้องเข้มแข็งมากๆ... เพื่อจะได้อยู่ปกป้องคนที่เขารักตลอดไป.. ถึงแม้ว่าตอนนี้คิบอมจะจำอะไรไม่ได้ แต่ทงเฮก็เชื่อเสมอว่าความเข้มแข็งนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย สิ่งที่ทำให้น้ำตาของเขาต้องไหลออกมาแบบนี้.. คงต้องเป็นเรื่องที่หนักหนามาก จนไม่อาจแบกรับมันได้ไหวอีกต่อไปแล้ว..


............



เจ้าชายคิบอมค่อยๆ เลื่อนมือมาจับมือนุ่มที่วางอยู่บนบ่าแล้วบีบไว้แน่น ...ฝ่ามือหนาที่เคยอบอุ่นเสมอ บัดนี้.. กลับรู้สึกว่ามันเย็นมาก.. เย็นเฉียบจนน่าใจหาย..




แล้วอยู่ๆ ร่างโปร่งก็หมุนตัวกลับมา พร้อมกับใบหน้าที่พิงลงตรงไหล่บางจนอีกฝ่ายแทบตั้งตัวไม่ทัน.. ..ตกใจแต่ก็ไม่ได้ออกแรงผลักไสอีกคนให้ออกห่างแต่อย่างใด.. ตรงกันข้าม.. ร่างบางกลับบีบมือของคิบอมเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยนด้วยซ้ำ.. รู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆ ที่เปียกชื้นตรงหัวไหล่ หากแต่ไร้เสียงสะอื้นของคนที่กำลังร้องไห้อยู่..





ความโศกเศร้ามากมายที่ถ่ายทอดผ่านหยาดน้ำใสๆ ทำให้นัยน์ตาคู่สวยต้องพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้หลั่งออกมาตามคนรัก มือบอบบางอีกข้างเลื่อนแตะที่แผ่นหลังกว้างแล้วลูบเบาๆ...




แม้จะเป็นสัมผัสที่บางเบาที่ไม่ได้ลึกซึ้งมากมาย... แต่กลับเป็นสิ่งที่เจ้าชายคิบอมต้องการมากที่สุดในเวลานี้..

......



..เจ้าหญิงผู้แสนอ่อนโยนที่เขากำลังคิดถึง อยู่ๆ ก็มาปรากฏตรงหน้าเพื่อคอยปลอบโยนในเวลาที่เขาต้องการใครสักคน... ราวกับความฝันยังไงอย่างนั้น..



........


..เหมือนกับว่า.. ความทุกข์และความกังวลต่างๆ ที่มีอยู่จนล้นก่อนหน้านี้ถูกกลืนหายไปหมดอย่างน่าประหลาด..



...เพราะความอบอุ่นจากฝ่ามือนุ่มที่กุมมือของตัวเองเอาไว้แน่น.. หรืออาจเพราะไหล่บอบบางที่เป็นที่รองรับน้ำตามากมายนี้.. เจ้าชายคิบอมเองก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน..



..รู้เพียงแต่ว่า.. สัมผัสแผ่วเบาจากร่างบางตรงหน้านี้ ..เป็นความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยเหลือเกิน..



...สัมผัสที่เต็มไปด้วยอบอุ่น.. ถ้าหากทำได้ก็อยากจะหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้ให้นานที่สุด.. ไม่อยากผละออกมาจากไหล่ของร่างบางนี้.. ไม่อยากให้มือบอบบางของเจ้าหญิงคนนี้ปล่อยมือของเขาไปเลย..


อยากจะซึมซับความรู้สึกนี้ไว้นานๆ ..ก่อนที่เวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด จะพรากมันออกไปให้ต้องพบกับความเป็นจริงที่เขาไม่อยากจะทนรับรู้มันเลย...




To be continue.



...........................





edit @ 2007/07/22 19:55:09

edit @ 11 Oct 2007 13:02:53 by afterrain